แบ่งทรัพย์สินในกว่างซีเป่ยไห่ ต้องรู้อะไรบ้างก่อนจ้างทนายจีนท้องถิ่น
ทำไม “เป่ยไห่” ถึงไม่ใช่แค่เมืองชายทะเล — แต่คือจุดเชื่อมกฎหมายที่ผู้ประกอบการไทยต้องมองให้ลึก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวจีน (China News Service) รายงานว่า นครเป่ยไห่ (Beihai) ได้ประกาศยกระดับกลยุทธ์เศรษฐกิจแบบใหม่ โดยนายหลี่ ก่าง (Li Gang) นายกเทศมนตรีเมืองเป่ยไห่ ระบุชัดในการประชุมสภาประชาชนครั้งที่ 16 สมัยที่ 9 ว่า เมืองนี้จะ “เน้นนวัตกรรม โฟกัสเทรนด์ใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจอากาศต่ำ (low-altitude economy)” พร้อมเสริมความร่วมมือกับประเทศอาเซียนโดยตรง — ซึ่งหมายความว่า บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุน ซื้อขาย หรือแม้แต่ร่วมจัดตั้งกิจการในเป่ยไห่ จะไม่ได้เผชิญแค่ “กฎหมายทั่วไปของจีน” เท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมรับมือกับกฎระเบียบที่กำลังปรับตัวเร็วมากในพื้นที่เฉพาะ — โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ดูเหมือนธรรมดาแต่แฝงความซับซ้อนสูง: การแบ่งทรัพย์สิน (Property Division) และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคู่สมรสที่หย่ากัน หรือญาติที่ต้องแบ่งมรดก แต่คือเรื่องของคุณที่อาจซื้อคอนโดในเป่ยไห่เพื่อใช้เป็นสำนักงานสาขา หรือร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์จีนผ่านบริษัทจำกัด แล้วเกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิการถือครอง รายได้จากค่าเช่า หรือแม้แต่สิทธิในการขายอาคารหลังนั้นในอนาคต คำถามไม่ใช่ “เราซื้อแล้วหรือยัง” แต่คือ “เราเข้าใจเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะปกป้องสิทธิของเรา หลังจาก ซื้อแล้ว จริงๆ หรือเปล่า?” ตอนที่คุณคิดว่า “แค่เซ็นสัญญาแล้วก็จบ” — คือตอนที่ปัญหาเริ่มต้น ลองนึกภาพแบบนี้: คุณเป็นผู้ประกอบการไทย ตัดสินใจร่วมทุนกับเพื่อนคนหนึ่งในเมืองเป่ยไห่ เพื่อซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง สร้างคลังสินค้าสำหรับส่งออกสินค้าเกษตรไปยังเวียดนามและมาเลเซีย คุณใส่ชื่อคุณเองเป็นผู้ถือหุ้น 60% ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในท้องถิ่น ส่วนอีก 40% เป็นของพาร์ทเนอร์จีน ทุกอย่างดูเรียบร้อย — มีสัญญาภาษาจีน แปลเป็นไทยแล้ว คุณเซ็นแล้ว แต่พอผ่านไป 2 ปี คุณอยากขายหุ้นส่วนตัวออกไป เพราะต้องการกลับไปบริหารธุรกิจในไทย พาร์ทเนอร์จีนบอกว่า “ไม่ได้ — ตามกฎหมายจีน หุ้นของคุณยังไม่สามารถโอนให้บุคคลภายนอกได้ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด” ...